ในธุรกิจที่เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่

มีการเปลี่ยนแปลงจากความลับเพื่อความโปร่งใสผ่านอำนาจของสื่อทางสังคมเช่นเป็น และ บริษัท กำลังจะย้ายออกไปจากความคิดที่สามารถแข่งขันกับทัศนคติการทำงานร่วมกันมากขึ้นโดยการทำงานร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการเป็นหุ้นส่วน

.

.

.

.

ทองคำเป็นเครื่องประดับที่ไม่มีวันล้าสมัย นั่นเพราะทองคำมีความสวยงามทุกครั้งเมื่อสวมใส่ ทองคำบริสุทธิ์จะไม่ทำปฎิกิริยากับธาตุอื่นๆที่ทำให้เกิดความหมอง ในกรณีของการแพ้ทองคำนั้นเกิดจากการแพ้โลหะชนิดอื่นๆที่ผสมลงไปในทองคำ แต่ทองคำเองก็อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยมาก ทองคำเป็นโลหะที่สามารถขึ้นรูปได้หลากหลายแบบ แม้จะถูกรีดให้เป็นเส้นบางๆก็จะไม่ขาดได้ง่ายๆ ทองคำหนึ่งออนซ์สามารถทำให้เป็นแผ่นบางๆได้พื้นที่ถึง 10 ตารางเมตร ด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้ จึงทำให้ทองคำสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลงานได้มากมาย ความบริสุทธิ์ของทองคำ เวลาที่ซื้อทองเรามักจะพบตัวเลข 18K 14K หรือ 10K ซึ่งตัวอักษร K จะหมายถึง กะรัต เป็นหน่วยที่ใช้บอกเปอร์เซนต์ของทองคำที่มีอยู่ในเครื่องประดับชิ้นนั้นๆ ยิ่งตัวเลขสูงก็แสดงว่ามีทองคำอยู่มาก ที่พบเห็นกันทั่วไป ได้แก่ 24K เป็นทองคำ 99.99% 22K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 20 ส่วนหรือ 90% อีก 4 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น 18K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 18 ส่วนหรือ 75% อีก 6 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น 14K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 14 ส่วนหรือ 58.3% อีก 10 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น 12K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 12 ส่วนหรือ 50% อีก 12 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น 10K มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ 10 ส่วนหรือ 41.7% อีก 14 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่น โดยในสหรัฐอเมริกาจะถือว่าทอง 10K เป็นกะรัตที่น้อยที่สุดที่สามารถเรียกว่าทองคำได้ ถ้าต่ำกว่านี้จะไม่ถือว่าเป็นทองคำ และจะเรียกว่า Solid gold ความนิยมในแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันไป อย่างเช่น ทอง 24K เป็นที่นิยมในไทย จีน ฮ่องกง และอินโดนีเซีย และยังมีการใช้ทอง 96.5% มาจำหน่ายเป็นทอง 24K ด้วย อินเดียและตะวันออกกลางจะนิยมทอง 22K ในแถบยุโรป เช่น อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์จะไม่นิยมทองที่มีสีเข้มมากนัก ทอง 18K จึงเป็นที่นิยม ในขณะที่อังกฤษและเยอรมันนิยมทอง 14K สหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกันกับยุโรป คือ ไม่นิยมทองที่มีเข้ม ความนิยมจึงอยู่ที่ทอง 18K และ 10K ทองที่มีเปอร์เซนต์ทองต่ำกว่าทอง 10K อย่าง 9K ที่ใช้ในอังกฤษ และ 8K ที่ใช้ในเยอรมัน ก็ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นทองคำ ในสหภาพยุโรปไม่ได้ระบุหน่วยของทองคำเป็นตัวเลขและตามด้วย K แต่จะใช้ตัวเลขเปอร์เซนต์แทน เช่น ทอง 18K จะระบุว่า 750 ซึ่งหมายถึงทองคำ 75% หรือ 417 สำหรับทองคำ 10K ที่หมายถึงมีทองคำ 41.7% นั่นเอง นอกจากตัวเลขที่ระบุถึงสัดส่วนของทองคำในเครื่องประดับแล้ว ยังอาจสังเกตเห็นสัญลักษณ์อื่นๆอีกด้วย เช่น เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิต หรือประเทศผู้ผลิต เป็นต้น ทำไมต้องผสมโลหะอื่นๆลงไปในทองคำ เนื่องจากทองคำมีความอ่อนเกินไปที่จะสามารถทนทานต่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน โลหะอื่นๆที่เพิ่มลงไปจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานมากขึ้น และยังทำให้ราคาของเครื่องประดับต่ำลงด้วย การเติมโลหะอื่นลงไปมีผลต่อสีทองคำ อย่างการเติมพัลลาเดียม (Palladium) หรือนิกเกิล (Nickel) จะทำให้ทองคำเปลี่ยนเป็นทองคำขาว ถ้าเติมทองแดง (Copper) ก็จะได้ทองสีชมพู ในขณะที่เงิน (Silver) จะทำให้เกิดสีออกเขียวๆ การชุบด้วยทองคำ เป็นการลดต้นทุนที่ประหยัดได้มาก โดยยิ่งชุบให้มีความหนาของทองมากเท่าใด ก็จะทำให้มีความทนทานไม่หลุดลอกง่ายเท่านั้น การเลือกซื้อเครื่องประดับทอง หากปัจจัยสำคัญคือความทนทาน ควรเลือกที่มีสัดส่วนของทองคำไม่สูงมาก แต่สำหรับผู้ที่แพ้นิกเกิลหรือโลหะอื่นๆที่ผสมลงไป ควรเลือกที่มีสัดส่วนของทองคำสูงขึ้น เช่น 18K หรือ 22K การสวมใส่เครื่องประดับทองชุบควรจะระมัดระวังในกรณีของผู้ที่แพ้โลหะ เนื่องจากถ้าทองที่เคลือบอยู่หลุดออกไป ก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้เมื่อผิวสัมผัสกับโลหะที่เป็นตัวเรือนได้

ด่านแรกที่ความร้อนจากดวงอาทิตย์ส่งมายังบ้านของเราก็คือหลังคา ทำให้หลายคนให้ความสำคัญกับหลังคามากขึ้น นอกจากคำถามว่า หลังคาสีอะไรดี ใช้กระเบื้องอะไรดี ก็เริ่มมีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นว่า ใช้หลังคาแบบไหนบ้านถึงจะไม่ร้อน แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การป้องกันไม่ให้บ้านร้อนนั้นมีหลายปัจจัยที่สามารถช่วยได้ เช่น ทิศทางการวางตำแหน่งของบ้าน แต่ที่หลังคามีความสำคัญในการป้องกันความร้อนได้นั้น ก็เพราะว่าปริมาณความร้อนส่วนใหญ่ที่เกิดในบ้านมาจากด้านบนของบ้าน หรือทางหลังคานั่นเอง

รูปแบบหลังคาทรงจั่วเป็นรูปแบบหลังคาที่ช่วยป้องกันและระบายความร้อนให้กับบ้านได้ดีที่สุด สาเหตุเพราะมีพื้นที่ใต้หลังคามาก ซึ่งอากาศที่อยู่ใต้ผืนหลังคาทำหน้าที่เป็นเหมือนฉนวนกันความร้อน ช่วยกั้นอากาศร้อนไม่ให้กลับเข้ามาภายในห้อง นอกจากนี้การออกแบบหลังคาให้มีช่องเพี่อระบายความร้อน เช่น ระแนงบานเกล็ด หรือใช้บล็อกช่องลม เป็นตัวช่วยให้อากาศร้อนใต้หลังคาถ่ายเทได้เร็วขึ้น

ส่วนวัสดุมุงหลังคาก็มีส่วนช่วยลดความร้อนให้กับบ้านได้ ส่วนใหญ่มีค่าการสะท้อนความร้อนที่เหมาะสม ช่วยให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่สะสมอยู่ในผิววัสดุ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของวัสดุที่ใช้ทำกระเบื้องหลังคา อย่างกระเบื้องหลังคาเซรามิกผิวมัน ซึ่งมีคุณสมบัติเก็บความร้อนได้น้อย แต่คายความร้อนได้เร็ว ก็ช่วยให้หลังคาบ้านไม่ร้อน ส่วนสีของหลังคาก็มีผลต่อความร้อนเช่นกัน โดยหลังคาสีอ่อนจะเก็บความร้อนน้อยและสะท้อนรังสีความร้อนได้ดีกว่าหลังคาสีเข้ม

นอกจากการเลือกรูปแบบหลังคาและวัสดุมุงหลังคาที่ช่วยลดความร้อนให้กับตัวบ้านแล้ว การเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันความร้อนให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านได้เป็นอย่างดี ฉนวนกันความร้อนที่มักใช้กับหลังคา ได้แก่ แผ่นสะท้อนความร้อน มีลักษณะคล้ายแผ่นฟอยล์หนา ช่วยป้องกันและสะท้อนความร้อนจากแผ่นกระเบื้อง ติดตั้งใต้แผ่นกระเบื้องมุงหลังคา ฉนวนอีกแบบคือ ฉนวน Green 3 ใช้ติดตั้งบนฝ้าเพดานแม้จะก่อสร้างเสร็จแล้ว มีความหนาให้เลือก 4-6 นิ้ว และมีน้ำหนักเบา ช่วยสะท้อนความร้อนที่ผ่านกระเบื้องหลังคาเข้ามาให้ออกไปทางระแนงหรือช่องระบายอากาศที่ออกแบบไว้

นอกจากความสวยงามในด้านต่างๆที่คุณผู้หญิงทั้งหลายให้ความใส่ใจดูแล สุขภาพเส้นผมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงมีเสน่ห์มากขึ้น สังเกตได้ว่าผู้หญิงบางคนที่หน้าตาธรรมดา รูปร่างไม่ได้สวยมาก แต่เส้นผมของเธอกลับมีเสน่ห์ ด้วยเพราะเรือนผมที่หนานุ่มยาวเป็นแพสวยน่าสัมผัสแลดูมีสุขภาพดีเช่นนั้นนี่แหละ ที่ทำให้ใครเห็นเป็นต้องสะกดตามองอย่างหลงใหล เพราะเหตุนี้ จึงทำให้สาวผมสั้นหลายคนแอบนึกอิจฉาและอยากให้ผมของตัวเองยาวเร็วและสวยสุขภาพดีเช่นนั้นบ้าง เพราะฉะนั้น เราจึงนำเอา 7 เคล็ดลับบำรุงผมให้ยาวเร็วขึ้นแบบธรรมชาติมาฝาก

1387548113-11063-o

เล็มปลายทรงผมสั้นอยู่เสมอ

เพราะเส้นผมของคนเราในบริเวณส่วนปลายมักเป็นส่วนที่แห้งหยาบและมีโอกาสชี้ฟูมากที่สุด ทั้งยังเป็นส่วนที่ยากต่อการบำรุงให้สุขภาพดีขึ้นได้ ดังนั้น หากคุณต้องการให้ผมยาวเร็วขึ้นแล้วล่ะก็แนะนำให้หมั่นเล็มปลายผมอย่างน้อยทุกๆ เดือนหรือทุกสองเดือนก็ยังได้ การตัดส่วนที่แห้งออกไปจะยิ่งกระตุ้นให้รากผมมีสุขภาพดีเพราะสารอาหารที่เราได้รับจากผักผลไม้ต่างๆ จะได้ตรงเข้าไปซ่อมแซมหรือบำรุงรากผมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

กระตุ้นรากผมให้ยาวเร็วด้วยไข่ขาว

หลายคนอาจจะได้ยินสูตรดั้งเดิมที่ว่าหากอยากผมสวยให้ใช้ไข่แดงหมักผม แต่ในขณะเดียวกัน คุณอาจจะยังไม่ทราบว่าไข่ขาวนั้นก็มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นเร่งรากผมให้ยาวเร็วขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากไข่ขาวมีวิตามินเฉพาะของมันที่มีคุณสมบัติสำคัญในการบำรุงรากผม วิธีการง่ายมาก เพียงตอกไข่ขาวใส่ถ้วยแล้วแยกเอาไข่แดงออก จากนั้นนำไข่ขาวมาหมักผมไว้ให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงสระออกตามปกติ เท่านี้ก็จะช่วยคืนความนุ่มชุ่มชื้น ช่วยให้เส้นผมมีน้ำหนักและกระตุ้นผมให้ยาวเร็วขึ้นได้แล้ว

Credit::http://www.beauty-snap.net/hair